วิธีทำให้ชีวิตให้โล่ง และ เบาขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้เปิดตู้
เสื้อผ้าดูเห็น มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มตู้ไปหมด
เคยนึกจะใช้เวลาเลือกเอาสิ่งที่เลิกใช้ไปแล้ว
ไปบริจาคที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังไม่
ได้ทำสักที เอาล่ะ...วันนี้เริ่มทำเสียที... ปรากฏว่า รื้อ ค้นได้เสื้อกางเกง
เสื้อกันหนาวมากมายที่ไม่ได้ใช้แล้วหรือไม่อยากใช้แล้วนับเป็นร้อยชิ้น
เมื่อเอาของออกจากบ้านไปบริจาคแล้ว มีความรู้สึกว่าตู้ เสื้อผ้าโล่งขึ้นตัวเอง
ก็เบาลง ใจก็สบายขึ้นอย่างประหลาด รู้แล้วล่ะ...สิ่งที่ผม
ทำไปแล้วนั้น คือ การทำให้ชีวิตโล่งและเบาขึ้นนั่นเอง
วันนี้เรามาคุยกันถึงวิธีทำให้ชีวิตเบาขึ้น
โล่งขึ้น สบายขึ้นดีไหม? วิธีทำให้ชีวิตโล่ง และ เบาขึ้น
เช่น...

1. เก็บของที่ไม่ใช้ เลิกใช้ เอาไปบริจาคให้ผู้เดือนร้อน
เช่น เสื้อผ้ารองเท้าเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ อย่าไปเสียดายกับของที่ไม่ใช้แล้วเลย

2. ลดงานที่เครียดๆ ลงบ้าง
เช่นงานประชุมที่เอาจริงเอาจังงานที่แข่งขันและหวังผลสูงถ้าเลือกได้
ลาออกจากการเป็นกรรมการอะไรต่อมิอะไรเสียบ้างก็ได้บรรยากาศ
ของการประชุมมักจะเครียดเสมอสารความเครียดก็หลั่งตลอดเวลา...รู้ไหม?

3.เลือกไปงานที่สำคัญและควรจะไปเท่านั้นไม่เช่นนั้น่เราจะไม่
มีเวลาเป็นของตัวเองเลย

4. อ่านหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารให้น้อยลง โดยเฉพาะข่าว
อาชญากรรมหรือข่าว
เครียดๆ ที่ซ้ำกันทุกวัน

5. เลิกดูรายการทีวี.ที่เครียด หรือรายการข่าวหนักๆ ที่ ซ้ำๆ กันทุกวันเช่น
รายการที่มีพิธีกรมานั่งเถียงกัน พูดแข่ง พูดแซวกัน 2-3 คน
ดูไปฟังไฟแทนที่จะ สบายใจกลับเครียดมากขึ้น น่าเบื่อด้วยซ้ำ

6. อย่ารับปากหรือสัญญาว่าจะทำอะไรให้ใครๆ ง่ายๆ
ด้วยความเกรงใจเลยหัดปฏิเสธให้ เป็น

7. อย่าพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย ทำได้ยากมากจะทำให้เราจมปลักอยู่กับความผิด
หวังในตัวคนอื่น และเกลียดชังสังคมรอบตัว พยายามรักคนอื่น
และยอมรับเขาตามความเป็นจริงเถิด ถ้า
รักไม่ลง ก็มองข้ามเขาไป และลดความคาดหวังในตัวเขาลงด้วยเมื่อเวลาผ่านไป
เราหันไปมองเขาใหม่ เราจะเข้าใจยอมรับและรักเขาตามความเป็น
จริงได้มากขึ้น

8. หัดไปไหนมาไหนคน เดียว เป็นเพื่อนตนเองได้จะลดขั้นตอน
และความยุ่งยากใจเวลาจะต้องทำอะไรหรือไปไหนได้มากขึ้น

9. ลดความบ้างาน บ้าเงิน บ้าอำนาจ
บ้าเกียรติยศชื่อเสียงลงบ้างจะทำให้คุณไม่
เครียดกับการเฆี่ยนตัวเองให้ทำงานหนัก และแข่งขันกับคน
รอบข้างตลอดเวลาจนลืม
สร้างมิตรและไม่เคยพอใจตัวเองเลยไม่ว่าจะได้มามากเท่าไร

10. ถ้าจะรักใครสักคน
อย่าหลงรักเขาทั้งหมดของชีวิตและอย่าเข้าไปก้าวก่ายชีวิต
เขาด้วย จงคิดเพียงจะอยู่ข้างๆ เขาก็พอแล้วการรักแบบนี้จะทำให้รักกันได้นานๆ

11. ลองแบ่งเวลาวันละ 1 ชั่วโมง ล้างจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีออกไปให้หมด
ลองทำดูตามที่แนะนำมานะครับ เราจะรู้สึกว่าชีวิตโล่งและเบามากขึ้น
เหมือนใส่เสื้อผ้าหลวมๆ ไม่คับ แคบ หรือรัดรึง อึดอัด เวลาตัวเองเบาๆ ใจสบายๆ
ความคล่องตัวจะมีมากขึ้นจนคุณแปลกใจตัวเอง

ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ

credit : assumpboard.com

edit @ 19 Apr 2008 19:33:59 by MiLike

edit @ 19 Apr 2008 19:34:06 by MiLike

ตระกูลมึงตาย

posted on 19 Apr 2008 15:39 by lnwtnx

อีกหนึ่งผลงานที่เก่ามากๆ แต่ก็ยังหน้าด้านภูมิใจเสนอ

ยุคนั้นยังภาพเละๆ แล้วก็ภาษาที่ใช้ก็ยังรุนแรงอยู่น่ะครับ ทนอ่านได้ก็ทนเอาละกันครับ

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

Photobucket

 

อันนี้ไฟล์ Zip ครับ

http://www.esnips.com/doc/63b05c72-3acc-40bf-8e94-72e81a4aedc5/Tra-Grouln-Meung-Tai-!!/?widget=documentIcon

edit @ 19 Apr 2008 19:32:55 by MiLike



ผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์กันไปอีกหนึ่งปี นับวันสงกรานต์จะกลายเป็น ความคะนองใส่กัน จนแทบไม่หลงเหลือวัฒนธรรมและคุณค่างดงามแบบไทยๆ กลายเป็นเทศกาลที่ทุกคนจะทำอะไรก็ได้ ปิดถนน ปิดซอย เต้นรำ เปิดเพลงดังสนั่นเมือง สาดแป้ง สาดน้ำ สาดใส่ด้วยความสะใจ หญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย ไปเที่ยวให้คนสาดน้ำใส่ จนเกิดคดีความล่วงละเมิดทางเพศ เป็นขี้ปากของคนข่าวให้เอามาพูดมาวิจารณ์ แต่ไม่เคยแนะนำทางแก้หาทางออกให้สังคมกันเลย ทุกคนก็เลยนิ่ๆ เงียบๆ ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้ผ่านไปปีแล้วปีเล่า

ทุกๆ เรื่องในสังคมไทยก็มักเป็นเช่นนี้ ปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปเอง หลายปัญหาจึงถูกปล่อยไว้เป็นดินพอกหางหมู รอวันทลายลงมา เพราะไม่มีใครใส่ใจจริงๆจังๆ เมื่อมีใครที่เห็นปัญหาและพยายามยื่นมือเข้าไปแก้ ก็จะถูกกล่าวหา ถูกติฉินนินทา มือที่ยื่นออกไปก็เลยถูกตัด
ถูกกัดให้เป็นแผลติดตัว เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เข้า เราจึงเห็นภาวะแห่งการเงียบงัน ภาวะที่เป็นสุญญากาศทางสังคม คนที่ต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาก็เหนื่อยแรง หมดแรง นั่งมองดูความเปลี่ยนแปลง และก็ปลงอนิจจา



ช่วงก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์นั้น มีข่าวอยู่สองข่าว ได้อ่าน ได้ดูแล้วก็ตกใจ ข่าวอาจารย์สาวสวยจบปริญญาโท กระโดดตึกหรูกลางกรุงฆ่าตัวตาย เพราะความรัก ข่าวนี้ดังสนั่นไปทั่วโลกไซเบอร์ มีการนำรูปถ่ายตอนแรกรัก หวานชื่นกับแฟนหนุ่ม เพื่อจะประจานฝ่ายชาย แต่ไม่มีการชี้แนะสังคมเลยว่า แม้การศึกษาสูงหากไม่มีการพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตวิญญาณ ก็ไม่มีภูมิที่จะประคอง ดูแลชีวิตได้ ชีวิตมีค่ามากกว่าความรัก ความใคร่ และก็เช่นเคย คนที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้ต่างเก็บตัวเงียบ หวังว่าพอมีเรื่องใหม่ ผู้คนก็จะลืมเรื่องนี้ไปเอง และก็จริงดังคาด

ข่าวแรกยังไม่ทันจางหายก็เกิดคดี เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ใช้ปืนยิงแฟนสาวรุ่นราวคราวเดียวกันตายที่หน้าโรงพัก อนาคตของชาติดับหายไปในพริบตา พ่อแม่ของแต่ละฝ่ายต่างก็ออกมาปกป้องคนของตัวเอง จากนั้นเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเพราะเทศกาลสงกรานต์มาถึง กระแสสังคมก็มาอยู่ที่ยอดผู้เสียชีวิต อีกไม่กี่วันเรื่องนี้ก็เงียบอีก เพราะคงมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้นมา เรื่องเก่าไม่มีใครหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง เป็นการสร้างให้เราชินชากับความเดือดร้อนของผู้อื่น เราก็เลือกที่จะอยู่ในมุมนิ่งๆ มองดูกระแสสังคมผ่านเราไปในทุกๆวัน

สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก มากจนน่ากลัว เพราะอะไร และจะทำอย่างไร!!! เป็นคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจเสมอ ใช่หรือไม่ คนเราวันนี้เก่งกาจมากขึ้น ฉลาดมากขึ้น เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์กลไก แต่กลับอ่อนด้อยทางจิตใจ จิตวิญญาณถูกละเลย ถูกกดทับ ถูกบดบัง กระแสแห่งการแข่งขันรุนแรง รุมเร้าเราอยู่ทุกวัน จนกระทั่งทำให้จิตใจผู้คนเต็มไปด้วยความกระด้าง ไม่รู้สึกรู้สา ตายด้านและไม่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น แม้แต่คนรอบๆข้าง บางครั้งก็พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ต่างคนต่างโต้ต่างเถียงกัน ต่างคนต่างมีดี สุดท้ายทางเลือกก็คือ การเงียบ อยู่กันไปแบบนิ่งๆ เมื่อทนกันไม่ได้ก็เลิกรากันไป แยกกันอยู่ สะกดคำขอโทษไม่เป็น ไม่มีคำว่าอภัยในใจ พจนานุกรมส่วนตัวไม่มีคำว่ายอมเพราะรัก มีแต่คำว่าแพ้ไม่เป็น ไม่ได้ดังใจก็ขอเงียบเพื่อรอวันเอาคืน ระบบครอบครัวไทยจึงล่มสลาย

ผู้ที่เป็นผู้ปกครองก็ไม่อาจจะสั่งสอนลูกหลานได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะดูเหมือนว่าอยู่กันคนละโลก โลกไซเบอร์กับโรงลิเกมันต่างกันลิบลับ ไม่มีการผสมผสานระหว่างรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า ต่างคนต่างอยู่ อยู่ในที่ใครที่มัน สมัยก่อนเรารู้สึกกลัวการโต้เถียง กลัวการตอบโต้ แต่สมัยนี้สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่า คือ การไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน เป็นสุญญากาศทางสังคม เป็นกันในทุกที่ทั่วโลก เด็กๆต้องการมีโลกส่วนตัว เด็กๆเพียงต้องการพ่อแม่ตอนหมดเงินใช้ เด็กๆต้องการครูตอนที่จะสอบและตอนจะจบการศึกษา ครูที่เป็นอาจารย์ที่ดูแลเด็ก สั่งสอนเรื่องคุณธรรม เรื่องจิตใจ ก็หาน้อยเต็มที มีแต่คนรับจ้างสอน เพราะคิดว่าปัญหาของเด็กที่เกิดขึ้นควรเป็นหน้าที่ของคนอื่น ต่างคนต่างก็คิดเช่นนี้ เราคุยกันแบบซึ่งๆหน้าน้อยลง เรามักเป็นใบ้เมื่อมีการพบหน้ากัน แต่เราชอบพูดชอบคุยกันแบบลับหลัง แบบไม่ต้องเห็นหน้า เพราะรู้สึกว่าปลอดภัยกว่า เพราะได้ปกปิด ซ่อนเร้นความรู้สึกได้ เรารู้สึกขัดเขินที่จะบอกถึงความห่วงใยต่อกัน แต่ชอบเขียนบอกไว้ในอีเมล เทคโนโลยีทันสมัยเหล่านี้ลดทอนคุณค่าของมิตรภาพของคนลงไปมาก ลองหันหน้ามาสบตากันซักหน่อย มีรอยยิ้มให้กันซักนิด เพื่อชุบชีวิตที่ซ่อนเร้นให้ร่าเริง ลองใช้คำว่าขอโทษให้ติดปาก ใช้การอภัยนำหน้าการด่าทอ สิ่งเหล่านี้แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่จะลดช่องว่างของสุญญากาศ ของความสัมพันธ์ของผู้คนลงได้ ปัญหาต่างๆ จะทุเลาลง โปรดอย่าใช้การนิ่งเงียบเกินวันละสองครั้ง.....

 

Credit : S.paulvs De Bangkok

edit @ 19 Apr 2008 19:25:52 by MiLike

edit @ 19 Apr 2008 19:28:42 by MiLike

edit @ 19 Apr 2008 19:33:53 by MiLike